การไขความจริง: คาร์บอนเครดิตไทย “ถูก” จริงหรือแค่เปรียบเทียบผิด?
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้เปิดเผยข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อที่ว่าคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยมีราคาถูกกว่าต่างประเทศนั้นอาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อันเนื่องมาจากความแตกต่างของ “กลไกตลาด” ที่ส่งผลต่อราคาคาร์บอนเครดิตในแต่ละประเทศ ทำให้ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง
ความแตกต่างของตลาด: ภาคบังคับ vs. ภาคสมัครใจ
ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ดำเนินงานภายใต้ “ตลาดภาคบังคับ” (Compliance Market) โดยที่รัฐบาลจะกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านระบบ Cap-and-Trade ซึ่งภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเกินกว่าที่กำหนดจะต้องซื้อสิทธิเพิ่มเติมหรือซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย กลไกนี้สร้างความต้องการที่แน่นอนและมีขนาดใหญ่ ส่งผลให้ราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดภาคบังคับสูงขึ้นตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน
ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยใช้ “ตลาดภาคสมัครใจ” (Voluntary Market) ซึ่งไม่มีข้อบังคับทางกฎหมาย องค์กรต่างๆ เข้าร่วมตลาดนี้ด้วยความสมัครใจ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมหรือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนขององค์กร ด้วยเหตุนี้ ราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดภาคสมัครใจจึงมีความผันผวนและหลากหลายมากกว่าตลาดภาคบังคับอย่างเห็นได้ชัด
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาในตลาดภาคสมัครใจ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดภาคสมัครใจมีความหลากหลาย ได้แก่:
ประเภทของโครงการ: เช่น โครงการป่าไม้ พลังงานทดแทน หรือการเกษตร
มาตรฐานการรับรอง: เช่น VERRA หรือ Gold Standard
ปีที่เกิดเครดิต (Vintage Year): ซึ่งบ่งบอกถึงช่วงเวลาที่คาร์บอนเครดิตนั้นถูกสร้างขึ้น
ผลประโยชน์ร่วมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (Co-benefits): อาทิ การสนับสนุนชุมชน หรือการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อราคาคาร์บอนเครดิตในระดับโครงการ
การตีความราคา T-VER: มองให้ลึกกว่าแค่ “ราคาเฉลี่ย”
ปัจจุบัน โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ภายใต้การกำกับของ อบก. ถือเป็นตลาดหลักของประเทศไทย การนำราคาซื้อขายเฉลี่ยของคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER ไปเปรียบเทียบกับราคาของตลาดภาคบังคับในต่างประเทศ มักนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า “ราคาถูก” กว่า
แต่ในความเป็นจริง การพิจารณาเพียงแค่ “ราคาเฉลี่ย” อาจไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของคาร์บอนเครดิตแต่ละประเภท และอาจถูกบิดเบือนจากข้อตกลงการซื้อขายที่มีปริมาณมากผิดปกติ ซึ่งดึงราคาเฉลี่ยไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม
การประเมินราคาคาร์บอนเครดิตที่ถูกต้อง
การประเมินราคาคาร์บอนเครดิตที่ถูกต้องจึงควรพิจารณาทั้งภาพรวมจากราคาเฉลี่ย เพื่อดูแนวโน้มของตลาด และพิจารณาราคาแยกตามประเภทโครงการเพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุน ผู้ซื้อขาย หรือผู้กำหนดนโยบาย การวิเคราะห์ราคาที่แยกตามประเภทโครงการจะช่วยให้เห็นว่าตลาดให้คุณค่ากับคาร์บอนเครดิตจากโครงการต่างๆ มากน้อยเพียงใด เช่น โครงการป่าไม้ที่มีผลประโยชน์ร่วมสูง มักได้รับความสนใจมากกว่าพลังงานทดแทนที่มีผลประโยชน์ร่วมต่ำกว่า
เจาะลึกราคา T-VER: บางประเภทมีมูลค่าสูงกว่าที่คิด
แม้ว่าโดยภาพรวมราคาเฉลี่ยของโครงการ T-VER อาจดูไม่สูงนักเมื่อเทียบกับตลาดภาคบังคับในต่างประเทศ แต่หากพิจารณารายละเอียดเชิงลึก จะพบว่าบางประเภทของคาร์บอนเครดิตไทยมีราคาสูงมาก โดยเฉพาะโครงการป่าไม้หรือโครงการที่มีผลประโยชน์ร่วมชัดเจน ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดคาร์บอนโลก
ข้อมูลจากเว็บไซต์ตลาดคาร์บอน ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ระบุว่า:
คาร์บอนเครดิตจากโครงการป่าไม้มีราคาซื้อขายสูงสุดถึง 3,000 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) หรือประมาณ 92.22 ดอลลาร์สหรัฐฯ
โครงการ P-REDD+ มีราคาสูงสุด 2,000 บาทต่อตัน และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,510.20 บาทต่อตัน
คาร์บอนเครดิตจากโครงการพลังงานทดแทนอย่างชีวมวล มีราคาซื้อขายอยู่ที่ 50–75 บาทต่อตัน หรือประมาณ 1.5–2 ดอลลาร์สหรัฐฯ
การเปรียบเทียบกับตลาดต่างประเทศ
หากเปรียบเทียบกับตลาดต่างประเทศในช่วงเดียวกัน รายงาน State and Trends of Carbon Pricing 2025 ระบุว่า:
โครงการประเภทป่าไม้ในตลาดภาคสมัครใจมีราคาปิดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน หรือ 504.21 บาท
โครงการ REDD+ อยู่ที่ 5.30 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน หรือ 172.41 บาท
ขณะที่โครงการพลังงานทดแทนมีราคาต่ำกว่ามาก โดยอยู่ที่ราว 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 35 บาทต่อหน่วยเท่านั้น
ข้อสรุป: มูลค่าที่แท้จริงของคาร์บอนเครดิตไทย
ข้อเท็จจริงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตไม่ได้มีมูลค่าเท่ากันทุกประเภท ราคาขึ้นอยู่กับกลไกตลาด ความต้องการในระบบ และคุณลักษณะของแต่ละโครงการ ดังนั้นการจะสรุปว่า “คาร์บอนเครดิตไทยราคาถูก” จึงไม่สามารถใช้เพียงราคาเฉลี่ยเป็นตัวตัดสิน แต่จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลเชิงลึกควบคู่กันไป ทั้งประเภทโครงการ คุณภาพเครดิต และแนวโน้มของตลาดในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้เข้าใจภาพรวมและมูลค่าที่แท้จริงของคาร์บอนเครดิตไทยอย่างรอบด้าน.
ขอบคุณข้อมูลจาก : https://today.line.me/th/v3/article/GgLK2yQ